เศรษฐกิจไทยใน(สอง)ทศวรรษที่สูญหาย
ทางออกของไทยใน(สอง)ทศวรรษที่สูญหาย
‘ว่าที่เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย’ และ ‘มหัศจรรย์แห่งเอเชีย’ (Miracle of Asia) คือคำที่ทั่วโลกใช้นิยามเศรษฐกิจไทยในช่วง 1980s-1990s ที่เติบโตอย่างร้อนแรงจนเป็นที่น่าจับตา
แต่ฉับพลันเมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997 คำเหล่านั้นก็กลายเป็นเพียงอดีต เศรษฐกิจไทยไม่อาจกลับไปลิ้มรสช่วงเวลาอันหอมหวานอย่างเคยได้อีก
หากย้อนมองช่วง 10 ปีระหว่างปี 2006-2015 การเติบโตของเศรษฐกิจไทยห่างไกลจากช่วงเวลาก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งมากนัก ซ้ำร้ายกว่านั้น ยังโตช้ากว่าหลายประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน ช่วงเวลานั้นจึงอาจเรียกได้ว่าเศรษฐกิจไทยตกอยู่ใน ‘ทศวรรษที่สูญหาย’ (Lost Decade)
ถึงแม้เวลาจะล่วงเลยมาถึงปี 2021 ซึ่งนับได้ว่าเป็นจุดกึ่งกลางอีกหนึ่งทศวรรษ 2016-2025 เศรษฐกิจไทยก็ดูจะไม่ได้ดีขึ้นจากทศวรรษที่แล้วเท่าไหร่นัก หากสภาพเศรษฐกิจยังคงเป็นอย่างนี้เรื่อยไปหรือตกต่ำกว่านี้ลงไปอีก คำว่าทศวรรษที่สูญหายคงไม่เพียงพอ แต่เป็น ‘สองทศวรรษที่สูญหาย’
ความวุ่นวายและไร้เสถียรภาพของการเมืองไทยมักถูกมองว่าเป็นตัวการสำคัญที่ฉุดเศรษฐกิจไทยลงต่ำ หากแต่ความจริง นั่นเป็นเพียงจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งของภาพทั้งหมดเท่านั้น ยังมีอีกหลายปัญหาที่พาประเทศไทยลงสู่ทศวรรษที่สูญหายอย่างที่ยังไม่เห็นทางออก
101 ชวน สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ และกรรมการผู้จัดการด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ จำกัด และ พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) ร่วมตีโจทย์เศรษฐกิจไทย พาประเทศหลุดพ้นจาก(สอง)ทศวรรษที่สูญหาย
เศรษฐกิจไทยกับ(สอง)ทศวรรษที่สูญหาย
สฤณีอ้างอิงถึงบทความ The Thai Economy: A Lost Decade? ของกฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่เขียนไว้ในหนังสือ Coup, King, Crisis: A Critical Interregnum in Thailand (2020) โดยให้ข้อมูลว่า ในช่วงปี 2006-2015 อัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยโดยเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 3.2 ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งโตได้ถึงร้อยละ 7.7 ต่อปี ระหว่างปี 1971-1995 และยังน้อยกว่าช่วงหลังวิกฤตระหว่างปี 1999-2005 ซึ่งยังคงโตได้เฉลี่ยร้อยละ 5.2 ต่อปี
นอกจากจะโตช้าลงกว่าเดิมมากแล้ว เศรษฐกิจไทยที่โตด้วยตัวเลขร้อยละ 3.2 ยังถือว่าโตช้าสุดในกลุ่มอาเซียน ยกเว้นบรูไน และเมื่อดูตัวเลขรายได้มวลรวมสะสม (Cumulative GDP) ระหว่างปี 2006 ถึง 2015 จะพบว่าโตอยู่ที่ร้อยละ 35 ขณะที่ชาติอาเซียนอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายกับไทย อย่างการเป็นประเทศเศรษฐกิจเปิดขนาดเล็ก และพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ต่างมีตัวเลขการเติบโตที่สูงกว่าของไทย อย่างเช่นเวียดนามที่โตถึงร้อยละ 70 ขณะที่มาเลเซียโตร้อยละ 53
งานเขียนของกฤษฎ์เลิศชี้ว่าหนึ่งในสาเหตุที่ฉุดให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแรงลงในช่วงทศวรรษ 2006-2015 ก็คือความวุ่นวายและไร้เสถียรภาพทางการเมือง นับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารปี 2006 โดยมีวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2007-2008 เข้ามาผสมโรง
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงเหตุผลส่วนเดียวเท่านั้น งานเขียนให้ข้อสรุปว่า ที่จริงแล้วเศรษฐกิจไทยเริ่มอ่อนแอตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการเมืองและวิกฤตเศรษฐกิจโลก เป็นเพราะมีปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวหลายอย่างที่ไม่ได้รับการแก้ไข โดยปัญหาการเมืองและปัจจัยภายนอกอย่างวิกฤตเศรษฐกิจโลกเป็นเพียงตัวที่เข้ามาซ้ำเติมให้สถานการณ์แย่ลงเท่านั้น
ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวของเศรษฐกิจไทยประกอบด้วย 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การขาดการพัฒนาผลิตภาพ การเข้าสู่สังคมสูงวัย ปัญหาด้านการศึกษา และความเหลื่อมล้ำ
ขณะที่พิพัฒน์ก็มองปัญหาพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยคล้ายกัน โดยสรุปเป็นวลีสั้นๆ ว่า “แก่ เจ็บ จน คนน้อย ด้อยศึกษา ปัญหาเหลื่อมล้ำสูง”
ในประเด็นการขาดการพัฒนาผลิตภาพ สฤณีขยายความว่า “ตั้งแต่หลังปี 2006 เราจะเห็นว่าเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอดีตเริ่มช่วยเราได้ไม่เยอะอีกต่อไปแล้ว แต่เรายังไม่คิดเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง การส่งออกของเรายังไม่ได้ปรับตามโครงสร้างซัพพลายเชนของโลกที่เปลี่ยนไป เช่น เรายังคงผลิตและส่งออกฮาร์ดดิสก์และพวกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ที่ทุกวันนี้เติบโตช้าลงแล้ว เพราะทั่วโลกหันไปใช้อุปกรณ์อย่างแท็บเล็ตและทัมป์ไดร์ฟกันแล้ว”
ขณะที่พิพัฒน์กล่าวว่า “หลังโควิด เราเห็นประเทศอย่างจีน ไต้หวัน และเวียดนาม มีการส่งออกที่รีบาวด์กลับขึ้นไป 30-40% จีนรีบาวด์ไปถึง 60% ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ แต่ของไทยเพิ่งจะกลับมาบวกได้ 2-3% เมื่อเดือนที่ผ่านมา พอไปไล่ดูสาเหตุก็พบว่า สัดส่วนการส่งออกสินค้าไฮเทคของเรามีแค่ 20-30% ของการส่งออกทั้งหมด น้อยกว่าประเทศอื่นเยอะ อย่างเวียดนามยังมีสัดส่วนเกิน 50-60%”
“เราไม่ใช่จุดหมายปลายทางของการลงทุนจากต่างประเทศอีกต่อไป จากเดิมเรามีสัดส่วน FDI (Foreign Direct Investment) ประมาณครึ่งหนึ่งของกลุ่มอาเซียน แต่ทุกวันนี้เหลือเพียง 10-20% ถ้าไปดูสินค้าที่เราส่งออก จะเห็นว่าแทบไม่มีของไทย เราเป็นประเทศรับจ้างผลิตอย่างแท้จริง แล้วพอต่างประเทศรู้สึกว่าต้นทุนเราแพง ก็จะเริ่มย้านฐานการผลิตออก ทำให้การลงทุนใหม่ๆ เริ่มไม่มาหา เพราะฉะนั้นเรื่องของการถ่ายทอดความรู้ (Knowledge Transfer) เลยไม่เกิดขึ้น” พิพัฒน์เสริม
ถัดจากการพัฒนาผลิตภาพ สฤณีพูดถึงประเด็นสังคมสูงวัย โดยชี้ว่า “ประเทศไทยไม่ได้เข้าสู่สังคมสูงวัยธรรมดา แต่เข้าสู่สังคมสูงวัยสุดขั้ว (Extreme Aging Society) หรือเรียกว่าเรากำลังจะ ‘แก่ก่อนรวย’ ขณะที่ประเทศอื่นในอาเซียนที่เป็นคู่แข่งกับเรา ยังมีการเติบโตของประชากรวัยแรงงานค่อนข้างเยอะ”
พิพัฒน์เสริมประเด็นนี้ว่า “เราเป็นประเทศที่กำลังเผชิญทั้งความท้าทายจากโครงสร้างประชากร และเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเรื่องของการผลิตที่ต้องใช้แรงงานเยอะ อย่างไรก็ตาม เราไม่ใช่ประเทศเดียวที่เจอปัญหานี้ ประเทศที่เป็นเสือเศรษฐกิจ 4 ตัวก็เจอปัญหานี้หมด แต่สุดท้ายเขาสามารถหลุดออกมาได้ ด้วยการอัพเกรดเทคโนโลยี ขณะที่เราแทบไม่ได้อัพเกรด แต่ไปแก้ปัญหาด้วยการนำเข้าแรงงานจากประเทศอื่นๆ ทำให้ต้นทุนแรงงานของเรายังอยู่ระดับค่อนข้างต่ำ และขณะเดียวกัน การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็เกิดขึ้นค่อนข้างช้า”
นอกจากนี้ สฤณีพูดถึงอีก 2 ประเด็นที่เหลือคือปัญหาการศึกษาและความเหลื่อมล้ำว่า “เรามีปัญหาในสองประเด็นนี้มากขึ้นในระยะหลัง ถึงแม้เราจะพูดเรื่องการปฏิรูปการศึกษากันเยอะ แต่ตัวเลขผลสัมฤทธิ์การศึกษาเช่น PISA ที่วัดผลเทียบเด็กไทยกับเด็กต่างประเทศ กลับไม่สะท้อนอย่างนั้น หรือแม้กระทั่งในโลกการทำงาน เราก็จะเห็นชัดเจนว่า ทำไมบริษัทเอกชนใหญ่ๆ หลายแห่งถึงออกไปตั้งสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานของตัวเอง เพราะฉะนั้นปัญหาการศึกษาเรื้อรังมากและน่าจะแย่ลงอีก”
“การจะปรับโครงสร้างให้เราตามทันโลกมากขึ้น เช่นการปรับการส่งออกให้วิ่งตามซัพพลายเชนของโลกที่เปลี่ยนไป หรือการหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ จำเป็นต้องอาศัยคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ หรือเทคโนโลยีเข้ามาขับเคลื่อนมากกว่าในอดีตที่เราเคยอาศัยแรงงานทักษะต่ำ เรื่องนี้จึงผูกโยงกับประเด็นการศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยิ่งเรามีปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งในที่นี้รวมไปถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โอกาสที่เราจะมีภาคการส่งออกที่ปรับตัวได้เร็วทันกระแสโลกก็จะลำบาก” สฤณีกล่าว
ออกจาก(สอง)ทศวรรษที่สูญหายไม่ได้
ถ้าไม่เป็น ‘ประชาธิปไตย’ ที่แท้จริง
พิพัฒน์ชวนคิดถึงเหตุผลที่ประเทศไทยไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ จนต้องจมอยู่ในทศวรรษที่สูญหาย โดยตั้งคำถามว่า “เป็นไปได้ไหมว่านโยบายภาครัฐไม่ตอบสนองต่อความท้าทายที่เกิดขึ้น และการตัดสินใจต่างๆ ของรัฐไม่สะท้อนความต้องการของคนส่วนใหญ่ของประเทศหรือเปล่า ซึ่งก็สะท้อนว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นการเมืองหรือเปล่า”
“การทำงานของภาครัฐคือการดึงเอาเงิน ดึงเอาทรัพยากรจากภาคเอกชน ไปใช้เพื่อผลิต public goods (สินค้าสาธารณะ) และกำหนดนโยบาย แต่พอภาครัฐไม่มี accountability (ความรับผิดชอบ) ต่อสิ่งที่ตัวเองทำ หรือ I don’t care เราเห็นนโยบายจากรัฐเยอะแยะไปหมด แต่พอไม่ทำหรือทำไม่ได้ รู้ปัญหาแต่ไม่แก้ไข ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมเลยเห็นว่าชิ้นสำคัญที่เราทำหายไปคือ accountability ทางการเมือง”
สฤณีก็คิดสอดคล้องกัน โดยชี้ว่า “ระบอบ คสช. ไม่รับผิดกับใครเลย ยกเว้นฐานเสียงของตัวเองอย่างข้าราชการหรือกลุ่มทุนใหญ่ นโยบายที่พรรคพลังประชารัฐหาเสียงไว้ ถ้าลองไปไล่จะเห็นว่าไม่มีอะไรที่ทำสำเร็จเลยแม้แต่นโยบายเดียว และก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ตอนคุยกันเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด เราคุยกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้พรรคการเมืองต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่หาเสียงไว้ นี่ชัดเจนว่าไม่เป็นความจริง”
นอกจากนี้ อีกประเด็นที่ทั้งพิพัฒน์และสฤณีคิดว่าเป็นปัญหาของการเมืองไทยและนำไปสู่ทศวรรษที่สูญหาย ก็คือการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และขาดการถกเถียงเชิงนโยบายอย่างกว้างขวาง
“ผมเสียดายการพัฒนาคุณภาพของสถาบันการเมือง เราใช้ทางลัดกันบ่อยไปหน่อย ทำให้คนไม่ตระหนักรู้ว่าประชาชนควรจะมีส่วนร่วมกำหนดชะตาชีวิตของประเทศได้ การดีเบตเรื่องนโยบายสาธารณะก็แทบจะไม่เกิดในเมืองไทยเลยช่วงทศวรรษหรืออาจจะสองทศวรรษที่ผ่านมา ไม่เหมือนในต่างประเทศที่การดีเบตเรื่องนโยบายมีความสำคัญและเป็นตัวกำหนดความแพ้ชนะทางการเมือง เปลี่ยนคุณภาพชีวิตของประชาชนได้จริง แต่ทศวรรษที่ผ่านมาเรามีตรงนี้น้อยไปหน่อย” พิพัฒน์กล่าว
ขณะที่สฤณีมองว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ในสังคมไทย หากประเทศกลับสู่ระบอบ ‘ประชาธิปไตย’ ที่แท้จริง
“ประชาธิปไตยสำคัญมากขึ้นกับเศรษฐกิจทุกวันนี้ เพราะทิศทางในอนาคตที่ไทยต้องเดินต้องอาศัยการคิดเชิงนโยบาย การวางแผนเชิงการเมือง เพราะมันเป็นประเด็นเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน การพัฒนา new economy หรืออะไรก็ตาม มันต้องการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง หากโครงสร้างการเมืองยังเป็นแบบนี้ คงไม่มีใครมีแรงจูงใจที่จะเข้ามาคุย” สฤณีกล่าว
“ปี 2006-2015 นับตั้งแต่รัฐประหารมา คือทศวรรษที่สูญหายแน่ๆ และทศวรรษต่อไปนับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา ซึ่งถ้านับไปข้างหน้าก็จะเหลือเวลาอีก 5 ปี จบที่ปี 2026 ส่วนตัวก็คิดว่าสูญหายแน่ๆ เหมือนกัน ยากที่เราจะออกจากสองทศวรรษที่สูญหาย ถ้าเราไม่กลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตย” สฤณีกล่าว
หลากทัศนะ พาไทยออกจาก(สอง)ทศวรรษที่สูญหาย
ในระหว่างการพูดคุย ยังมีอีกหลายคนที่เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอหลากหลายแนวคิดที่จะดึงประเทศไทยขึ้นมาจาก(สอง)ทศวรรษที่สูญหาย โดยมีตัวอย่างแนวคิดที่น่าสนใจดังนี้
สฤณีเองให้แนวคิดว่า โจทย์ความยั่งยืนมีความสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่ทิศทางใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกหลังโควิดที่ประเด็นสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญมากขึ้น นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยอาจคิดที่จะพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น แต่ต้องสร้างเศรษฐกิจที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (inclusive economy) โดยการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ คิดเรื่องการเก็บภาษีทรัพย์สินและการกระจายรายได้ที่จริงจังหว่านี้ รวมถึงสร้างตาข่ายรองรับทางสังคม (social safety net) ให้แข็งแรง ก็จะนำไปสู่การสร้างตลาดในประเทศที่เข้มแข็งขึ้นได้
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เสนอแนวคิด 3 ข้อ ได้แก่ (1) รัฐต้องเป็น buyer (ผู้ซื้อ) โดยหยิบเอาปัญหาในประเทศมาสร้างเป็นดีมานด์ นำไปสู่การสร้างซัพพลายเชนใหม่ สร้างเทคโนโลยี และสร้างงานให้กับแรงงานรุ่นใหม่ (2) รัฐต้องจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างทุนขนาดใหญ่กับทุนขนาดกลางและเล็ก โดยทุนขนาดใหญ่ต้องมีบทบาทช่วยผลักดันให้ทุนขนาดกลางและเล็กมีศักยภาพต่อสู้ระดับโลก และเอามูลค่าจากตลาดโลกเข้าสู่ประเทศได้ ไม่ใช่ว่าให้ทุนใหญ่เข้ามาแสวงหาค่าเช่าเศรษฐกิจเพียงกลุ่มเดียว และ (3) ความเท่าเทียมของดอกผลการพัฒนาต้องถูกกระจายมูลค่าไปสู่แรงงานมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกอยู่กับกลุ่มทุน
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง จาก National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) ประเทศญี่ปุ่น เสนอว่าประเทศไทยต้องแก้ปัญหาการจัดสรรทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ (resource misallocation) ให้ได้เป็นอันดับแรกๆ จึงจะเปิดไปสู่ทางออกได้อีกหลายทาง โดยแน่นอนว่าการแก้ไขปัญหาการเมืองมีความเกี่ยวพันกับเรื่องนี้สูง นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ ซึ่งอาจจะต้องกลับมามองที่ภาคอุตสาหกรรม แต่การจะมีภาคอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งได้นั้น จำเป็นต้องมีระบบราชการที่เข้มแข็ง และนโยบายอุตสาหกรรมจะต้องได้รับการออกแบบให้มีการแข่งขันมากขึ้น ขณะที่รัฐส่วนกลางจะต้องลดบทบาท กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น กระตุ้นให้ท้องถิ่นแข่งขันพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างกันเองมากขึ้น
สันติธาร เสถียรไทย เสนอให้ประเทศไทยมีความผสมผสานกันระหว่าง bottom-up กับ start-up โดย bottom-up คือการคิดนโยบายจากล่างขึ้นบน เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ขณะที่แนวคิด start-up ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ “ดึงดูด สร้างเสริม และเติมเต็ม” ดึงดูดคือการดึงคนเก่งๆ จากทั่วโลกให้เข้ามาช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจ สร้างเสริมคือการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการแข่งขัน ออกกฎกติกาให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง และเติมเต็มคือการใส่โครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ที่เข้ามาช่วยส่งเสริมการยกระดับเศรษฐกิจ เช่น การสร้างระบบ Digital ID เป็นต้น
นอกจากนี้ สันติธารยังชี้ว่า การจะเป็น bottum-up และ start-up ที่สำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องมาพร้อมกับ accountability ทางการเมือง เพราะจำเป็นต้องอาศัยการลองผิดลองถูก หากไม่มี accountability เมื่อทำผิดแล้ว ก็จะทำผิดยาว ไม่ได้รับการแก้ไขให้กลับมาในทางที่ถูกได้
ขอขอบคุณ
https://www.the101.world/thailand-lost-decade/
ทศวรรษที่หายไป VS ทศวรรษแห่งความรุ่งโรจน์
Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
อะไรทำให้ดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาดีเยี่ยมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบ 20 ปีก่อนหน้านั้น? คำตอบของผมเป็นเรื่องของ “การเมือง” ซึ่งจะเชื่อมโยงถึงตลาดหุ้นไทยที่เราเองกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ในวันที่ 1 ต.ค. 1979 หรือประมาณ 44 ปี ที่แล้ว เศรษฐกิจและประเทศญี่ปุ่นกำลังเติบโตอย่างแรง ญี่ปุ่นกำลัง “ครองโลก” ในด้านของเทคโนโลยีการผลิตและกลยุทธ์การบริหารธุรกิจที่โดดเด่น เช่น เรื่องของการบริหารสินค้าคงคลังแบบ “Just in Time” ของโตโยต้า เป็นต้น “ถนนทุกสาย” ในเวลานั้นต่างก็มุ่งสู่ญี่ปุ่น คนอเมริกันต่างก็กลัวว่าญี่ปุ่นกำลังจะ “แซงหน้า”สหรัฐที่กำลัง “ถดถอย” อานิสงส์จากสงครามเวียดนามและภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นบูมอย่างหนักเช่นเดียวกับทรัพย์สินสำคัญอย่างที่ดินที่มีราคาขึ้นสูง แค่โตเกียวเมืองเดียวก็อาจจะมีมูลค่ามากกว่ารัฐที่ใหญ่ที่สุดอย่างแคลิฟอร์เนีย เป็นต้น ภายใน 10 ปี ดัชนีนิกเกอิเพิ่มขึ้นจาก 6,569 จุด เป็น 38,916 จุด ในวันที่ 1 ต.ค. 1989 และก็เป็นจุดสูงสุดที่ถึงวันนี้ก็ยังไม่ผ่าน ผลตอบแทนในช่วง 10 ปีคือ 492% หรือคิดเป็นผลตอบแทนแบบทบต้นปีละประมาณ 17.6% เป็นทศวรรษ “เพชร” ที่หาได้ยากมากในตลาดหุ้นระดับโลก
หลังจากนั้น ดัชนีก็เริ่ม “ดิ่งเหว” สังคมญี่ปุ่นเริ่มแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ หายไป สินค้าที่ถูกผลิตอย่าง “สมบูรณ์แบบ” ที่คนญี่ปุ่นทำได้ดีมากถูกแทนที่ด้วยสินค้าใหม่ ๆ ที่ถูกออกแบบให้ผู้บริโภคนิยมในราคาที่ต่ำลง สินค้ายุคใหม่ที่เกิดจากการ “ปฎิวัติดิจิทัล” และความคิดสร้างสรรค์ของ “เด็ก” เข้ามาแทนที่สินค้าอุตสาหกรรมและบริการแบบเดิม โดยที่สังคมและคนญี่ปุ่นที่ค่อนข้าง “อนุรักษ์นิยม” ไม่สามารถจะตามทัน
ดัชนีนิกเกอิในช่วง 10 ปีหลังจากนั้นคือในวันที่ 1 ต.ค. 1999 ลดลงมาเหลือ 18,934 จุด หรือลดลงมาถึง 51.3% ตลาดหุ้นแทบจะเป็น “นรก” ของนักลงทุน แต่นั่นก็ยังไม่พอ เพราะเศรษฐกิจก็ยังไม่มีวี่แววที่จะฟื้น เวลาผ่านไปอีก 10 ปี ดัชนีในวันที่ 1 ต.ค. 2009 ลดลงมาอีกเหลือเพียง 10,546 จุด หรือตกลงไปอีก 44.3% รวมแล้วภายในเวลา 20 ปี ดัชนีนิกเกอิลดลงจาก 38,916 เหลือ 10,546 หรือลดลง 72.9% เงิน 100 เยน “ลงทุนระยะยาว” ในตลาดหุ้นโตเกียวเป็นเวลา 20 ปี เหลือเฉลี่ยเพียง 27 เยน หุ้นญี่ปุ่น “ตายแล้ว” เช่นเดียวกับเศรษฐกิจและประเทศญี่ปุ่นที่ไม่รู้จะทำอย่างไรหรือจะไปทางไหน และก็เช่นเดียวกับคนญี่ปุ่นที่แก่ตัวลงมากและดู “ไม่มีอนาคต”
แต่แล้ว ในปี 2012 ชินโซะ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ “หนุ่มที่สุด” ที่เคยเป็นในปี 2006-2007 และลาออกไป เพราะโรคกระเพาะ ก็กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ในการเลือกตั้งที่เกิด “แลนด์สไลด์” และเขามาพร้อมกับการ “เปลี่ยนแปลง” ครั้งใหญ่ของสังคมญี่ปุ่น เขาประกาศนโยบาย “ธนู 3 ดอก” ที่จะกระตุ้นและสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ซบเซามานานมาก
ดอกแรกก็คือ นโยบายทางการเงินจะต้องผ่อนคลายและอัตราเงินเฟ้อจะต้องขึ้นไปอยู่ที่ 2% ต่อปี มีการปั๊มเงินเข้าสู่ระบบมหาศาล เงินเยนอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว และตลาดหุ้นก็วิ่งขึ้นไปถึง 70% ในเวลาเพียงปีเดียว
ธนูดอกที่สองคือนโยบายการคลัง มีการอัดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการสร้างสาธารณูปโภค เงินช่วยเหลือ SME และให้สิทธิประโยชน์กับการลงทุน เพื่อที่จะทำให้ GDP โตขึ้นเป็น 2% ต่อปี พูดง่าย ๆ เขาเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเหนือกว่าเรื่องของเสถียรภาพทางการเงินของรัฐบาล เขาคิดว่าถ้าเศรษฐกิจไม่โต ความมั่นคงทางการคลังก็ไม่มี
ธนูดอกที่สาม ก็คือ กลยุทธ์การเติบโตและการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เช่นการเปิดเสรีทางการค้าและการทำสนธิสัญญาทางการค้าขนาดใหญ่ เช่น TPP ซึ่งอาจจะจำเป็นที่จะต้องเปิดตลาดทางด้านสินค้าเกษตรที่ไม่สามารถแข่งขันได้ เป็นต้น นอกจากนั้น เขาก็พยายามให้ผู้หญิงเข้ามาในตลาดแรงงานมากขึ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็น “สิ่งใหม่” ในสังคมของญี่ปุ่น
และทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวถึงนั้น ทำให้คนเรียกแนวทางเศรษฐกิจนี้ว่าเป็น “อาเบะโนมิกซ์” และในทางส่วนตัวเขาเองก็พยายามทำตัวให้ทันสมัยเป็นแนว “คนรุ่นใหม่” ที่มี “เสื้อผ้าหน้าผม” ที่คนระดับนายกจะไม่ทำกันในสังคมอนุรักษ์นิยมแบบญี่ปุ่น
นายกรัฐมนตรีอาเบะได้รับการเลือกตั้งอีกหลายครั้งประมาณ 4 สมัย และเป็นนายกที่อยู่นานน่าจะที่สุดในยุคหลังสงครามโลก และลาออกในปี 2020 เพราะโรคกระเพาะกลับมาคุกคามอีกครั้ง จนกระทั่งถูกยิงเสียชีวิตเมื่อปีที่แล้วในระหว่างการช่วยหาเสียงเลือกตั้งให้พรรค
ช่วงตั้งแต่อาเบะเป็นนายกในปี 2012 จนถึงวันนี้ ดูเหมือนว่าญี่ปุ่นจะดูดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับ 20 ปีก่อนหน้านั้นแม้ว่าคนญี่ปุ่นจะแก่ตัวไปอีกมากก็ตาม ผมเองไม่รู้ว่ามาจากนโยบายของ “รัฐบาล” เป็นหลักหรือไม่ แต่ก็หาเหตุผลอื่นไม่ได้
กลับมาที่ประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจาก “รัฐบาลที่มาจากทหาร” ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มาเป็นรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ ในปี 2531 จนถึงปี 2534 นั้น นายกชาติชายได้ประกาศ “แนวทางใหม่” ของประเทศ จากการที่เคยสู้รบกับเพื่อนบ้านมาเป็น “ทำสนามรบให้เป็นสนามการค้า” คือค้าขายกับเพื่อนบ้าน และเปลี่ยนนโยบายประเทศมาเป็นแบบ “ทุนนิยมเสรี” เต็มที่ ส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนและเป็น “มิตรกับนักธุรกิจ” ว่าที่จริงคณะรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำพรรคการเมืองนั้นต่างก็มาจากนักธุรกิจหรือเป็นคนที่มีนักธุรกิจสนับสนุนในการเลือกตั้งจำนวนมาก
ช่วงระหว่างการบริหารงานของรัฐบาลชาติชายนั้น ประเทศไทยยึดหลักการเป็นตลาดทุนนิยมเสรีมาก มีการเปิด “เสรีทางการเงิน” อนุญาตให้เงินต่างประเทศไหลเข้าออกแบบเสรีซึ่งรวมถึงการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นด้วย ผลก็คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับตัวขึ้นอย่างแรง ช่วงหนึ่งเคยปรับจากประมาณ 320 จุด เป็น กว่า 1,100 จุด หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 250% ในเวลาเพียง 2.5 ปี คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละถึง 65% และนี่ก็น่าจะเป็นผลจากนโยบายใหม่ของรัฐบาลที่ “Pro Business” หรือสนับสนุนธุรกิจเอกชนและเปิดตลาดเสรีมากขึ้น
ช่วงเวลาขณะนี้ที่ประเทศไทยมีการเลือกตั้งและกำลังเปลี่ยนรัฐบาลที่มีนโยบายแตกต่างจากเดิมค่อนข้างมาก แต่ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นจะไม่ตอบสนองในทางที่ดีอย่างกรณีของประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรืออย่างในกรณีของช่วงนายกชาติชายเมื่อ 35 ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม นี่เพียงเพิ่งจะเริ่มต้นไม่กี่วัน อนาคตอีก 2-3 เดือนเมื่อตั้งรัฐบาลเสร็จหรืออีก 1-2 ปี ข้างหน้า เราก็จะรู้ว่านโยบายหรือการปฏิบัติจะเป็นอย่างไรและจะตอบสนองต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศแค่ไหน
ในระหว่างนี้ผมคิดว่าผู้ที่จะรับผิดชอบประเทศต่อไป ก็ควรจะดูสัญญาณจากดัชนีตลาดหุ้นว่า สิ่งที่จะทำนั้นจะมีผลบวกหรือเป็นลบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวแค่ไหน อย่าคิดว่าตลาดหุ้นนั้น เป็นเสียงของคนส่วนน้อย เพราะนี่เป็นเสียงของคนที่เป็นหรืออยู่ในศูนย์กลางของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่สามารถทำนายได้ว่าอนาคตของเศรษฐกิจไทยจะไปทางไหน ถ้าหุ้นขึ้นก็มักจะแปลว่านโยบายหรือสถานการณ์ไปถูกทาง ถ้าหุ้นลงก็เป็นตรงกันข้าม
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น